บทความทั้งหมด→สุขภาพและสุขภาวะ

สุขภาพและสุขภาวะ

ช่วยตัวเองให้ไกลมะเร็งต่อมลูกหมาก: สถิติจริงแต่ไม่ใช่สาเหตุ

อัปเดต 24 ก.ย. 25691,410 ครั้ง
ภาพปกบทความ: ช่วยตัวเองให้ไกลมะเร็งต่อมลูกหมาก: สถิติจริงแต่ไม่ใช่สาเหตุ

ตอบสั้น ๆ ก่อน: ตัวเลข 33% นี้จริงไหม

ตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยจริงของฮาร์วาร์ด แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงสถิติ ไม่ใช่การพิสูจน์สาเหตุ ไม่ควรตีความว่าต้องหลั่ง 21 ครั้ง/เดือนให้ได้ผล เพราะปัจจัยอื่น เช่น พันธุกรรมและอาหาร ก็มีผลเช่นกัน

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในเพศชาย เฉลี่ยคือ ผู้ชาย 1 ใน 8 จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และยังเป็นมะเร็งที่อันตรายที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเพศชายอีกด้วย การป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งจึงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพของตนเอง

ผู้ชายทุกคนย่อมล้วนเคยช่วยตัวเองด้วยการใช้มือ หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “ชักว่าว” แม้ว่าการหมกมุ่นทางเพศที่มากเกินไปอาจมีผลเสียต่อร่างกาย แต่จากผลการวิจัยพบว่า การช่วยตัวเองเดือนละ 21 ครั้งสามารถช่วยเลี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เผยแพร่ผลการวิจัยบนนิตยสาร European Urology พบว่า ผู้ชายที่สำเร็จความใคร่ 21 ครั้งต่อเดือน สามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมายได้ 33%

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเพศชายจำนวน 31,925 ผ่านการตรวจสอบมะเร็งต่อมลูกหมากและการตรวจชิ้นเนื้อ พบว่า กลุ่มผู้ชายที่สำเร็จความใคร่บ่อยๆ และกลุ่มคนที่มีแอนติเจนต่อมลูกหมาก น้อยกว่าคนทั่วไปแสดงถึงอัตราความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

เกร็ดความรู้
แอนติเจนต่อมลูกหมาก หรือ Prostate-Specific Antigen(PSA) เป็นโปรตีนที่สร้างจากเซลล์ในต่อมลูกหมาก (ทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง) PSA ส่วนใหญ่จะพบในน้ำอสุจิ แต่มีจำนวนน้อยในเลือด ผู้ชายส่วนใหญ่มีระดับต่ำกว่า 4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ng / มิลลิลิตร) ในเลือด

เมื่อนักวิจัยทำการเฉลี่ยจำนวนครั้งของผู้ชายที่มีค่า PSA ต่ำที่สุด พวกเขาพบว่าชายเหล่านั้นเฉลี่ยแล้วทำการช่วยตัวเองจนถึงจุดสุดยอด 21 ครั้งต่อเดือน

สรุป

อย่างไรก็ตามน้ำหนักตัวที่มาก กิจกรรมทางกาย และอาหารที่รับประทาน ก็ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เนื้อปลา ผักและผลไม้ รวมไปถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอสามารถช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้

บทความนี้เผยแพร่เพียงผลของการวิจัย ไม่ได้สนับสนุนให้ช่วยตัวเองจนมากเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ข้อมูลบางส่วนจาก : - europeanurology.com - news.com.au - mayoclinic.org

ที่มาของข้อมูล

อัปเดต 24 ก.ย. 2569

บทความน่าอ่านต่อ